The Sweet Memory

Intro

“….เนื่องจากพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ได้ทรงรับจิตวิญญาณของมิตรสหายผู้ล่วงลับไปแล้ว

เราจึงนำศพของเขามาฝังไว้ในหลุม เพื่อดินจะกลับเป็นดิน และเถ้าจะกลับเป็นเถ้า

ธุลีจะได้กลับเป็นธุลี เรามีความเชื่อว่าองค์พระเยซูคริสต์เจ้าจะทรงเปลี่ยนสภาพอมตะนี้

ให้เป็นสภาพอมตะ โดยฤทธิ์ของพระองค์……”

ถ้อยคำจากบาทหลวงเป็นทำนองนิ่งสงบยาวนาน

ประสานกับสายลมพัดผ่านโอบล้อมรอบทั่วบริเวณพิธี

ในความเงียบมีเสียงสะอื้นสอดแทรกเข้ามา

พร้อมหยดน้ำตาบางหยดที่หล่นลงบนปลายใบต้นหญ้าอ่อน

อย่างเงียบงัน

เมื่อคำสวดจบลง กลุ่มคนในชุดเสื้อดำ ทยอยเดินสู่จุดหมายหลุมลึก 6 ฟุตด้านหน้า

ที่ซึ่งสายตาทุกคนจับจ้องอาลัยไปยังโลงไม้เคลือบชั้นดีอันตั้งตระหง่านอยู่ข้างหลุม

กลุ่มชายสองสามคนเดินเข้าไปเพื่อจะทำหน้าที่เป็นผู้ดึงเชือกนำโลงลงสู่หลุมลึกเบื้องล่าง

และได้เวลาที่ผู้ร่วมพิธีทุกคนจะวางดอกไม้เพื่อไว้อาลัยครั้งสุดท้าย..

……

ขาดก็เพียง

ใครคนหนึ่ง

ผู้เป็นคนสำคัญที่ควรจะได้ทำหน้าที่วางดอกไม้นั้นเป็นคนแรก….

…………..

สายลมวูบแรงพัดมาจากพื้นที่ด้านล่างขึ้นสู่เนินเขาลูกเล็กไม่ไกลกันนัก

คงจะเป็นลมวูบเดียวกันที่พัดจากบริเวณพิธีศพซึ่งสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้อง

ก่อนจะเปลี่ยนปลายทางเป็นเส้นขอบฟ้าไกลสุดสายตา

เจ้าของร่างที่ยืนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่บนเนินเขาราบเรียบมองราวกับคนอิดโรย

ข้างตัววางกองรองเท้าส้นสูงไว้อย่างไม่ไยดี

ปล่อยให้เท้าเรียวของตัวเองยืนอยู่บนดินแห้ง กองหิน

และหญ้าแหลมด้านล่าง ราวกับว่าไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร

ใบหน้าที่ซูบซีดขาว กลับมีสีที่ต่างกันกับดวงตาที่บวมแดงบ่งบอกความหมาย

ของการไหลผ่านของน้ำตามาอย่างหนักสาหัส

พลันร่างนั้นทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าอ่อนแรง

น้ำตาที่เพิ่งจะหมาดไปจากแก้มเริ่มรื้นขึ้นที่จุดเดิม และหยดหยาดลงมาอีก

โดยเจ้าของไม่คิดจะหยุดยั้งไว้

“คนโกหก!…..

คนทุเรศ!…..

ฉันอยู่นี่แล้วไง ฉันมาถึงแล้ว แล้วดูเธอสิหนีฉันไปอยู่ที่ไหน

ไหนบอกว่าจะคอยฉัน นานเท่าไหร่ก็เธอจะรอ คนไม่รักษาสัญญา…..”

Advertisement

About this entry